|
สำหรับบ้านที่ซื้อหรือปลูกสร้างใช้งานมาแล้วหลายปี การต่อเสริมเพิ่มเติมพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องกับสมาชิกของบ้าน หรือ ความต้องการปรับปรุงให้บ้านดูดี อยู่สบาย และที่สำคัญลดการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นการลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลง
10 ปัญหาที่เป็นผลทำให้บ้านต้องใช้พลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ต้องติดตั้งและเปิดใช้เครื่องปรับอากาศ นั้นเกิดจากการสำรวจตัวบ้านที่ปลูกสร้างใช้สอยจริงกว่า 100 หลัง ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีทั้งปัญหาที่เกิดจาก การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุของตัวบ้าน บางส่วนเกิดจากจากพฤติกรรมการใช้สอยของเจ้าของบ้าน หรือบางส่วนเกิดจากการแก้ไขปรับปรุง ไม่ถูกต้อง
สำหรับการแก้ไข เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าของบ้านนำไปพิจารณาปรับปรุงตัวบ้าน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดการใช้พลังงาน หรือลดค่าไฟให้มากที่สุดเท่าที่ยังคงความสบายได้ตามที่ต้องการ
1. หลังคาบ้าน หรือฝ้าเพดานไม่สามารถป้องกันความร้อนได้
คือบ้านที่ไม่มีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่หลังคาหรือฝ้าเพดานชั้นบนสุดของบ้าน ผลก็คือความร้อนจะถ่ายเทเข้าสู่ภายในห้อง ลำพังฝ้าไม้อัด หรือแผ่นยิปซั่มบอร์ด หรือใครจะบอกว่าเอาเพียงแผ่นเงาๆวาวๆมันๆบางๆ เพียงแผ่นเดียวติดตั้งใต้แผ่นกระเบื้องแล้วจะป้องกันความร้อนทำให้บ้านเย็น...รับรองว่าไม่เพียงพอ
เมื่ออากาศในช่องว่างใต้หลังคาร้อน ก็ถ่ายเทความร้อนมายังฝ้าเพดาน พอตัวแผ่นฝ้าเพดานร้อนก็ถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ห้องโดยการแผ่รังสี ทำให้ห้องชั้นบนร้อนจนช่วงบ่ายไม่สามารถขึ้นมาใช้งานได้
ใครอยากรู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไร ลองเอาบันไดหรือเก้าอี้มาช่วย และลองยืนเอามือแตะฝ้าเพดานชั้นบนประมาณบ่าย 3 โมง จะรู้ได้ทันทีถึงที่มาของปัญหา...ถ้าจะให้แนะนำ ตอนเอามือจับฝ้าเพาดานก็เลือกวันที่แดดจัดๆ จะดีมาก
ยิ่งเป็นบ้านชั้นเดียว บอกได้เลยครับว่าหนีไปไหนไม่รอด ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ หรือไม่ก็ทนร้อนอยู่เพื่อประหยัดค่าไฟ
ทางแก้ไข
คือการติดตั้งฉนวนกันความร้อนแบบที่มีความหนา (ถ้าจะให้ฟันธง อย่างน้อยต้องหนา 3 นิ้ว) ให้กับหลังคาหรือฝ้าเพดานชั้นบนสุดของตัวบ้าน โดยการวางให้ฉนวนกั้นอยู่ระหว่างอากาศร้อนและฝ้าเพดาน...คือให้อากาศร้อนอยู่เหนือฉนวนนั่นเอง

รูปที่ 1 ติดผิด

รูปที่ 2 ติดถูก

รูปที่ 3 ติดถูก
ข้อพิจารณาหรือควรระวัง
- อย่าแก้โดยการติดลูกหมุนระบายอากาศ ที่เรียกแบบชาวบ้านว่า พัดลมฟักทอง เป็นอันขาด
- พิจารณาเลือกฉนวนและการติดตั้งที่เหมาะกับการปรับปรุงบ้าน เช่น ถ้าจะใช้ฉนวนแบบเป็นเส้นใยก็ควรเลือกที่เป็นแบบมีแผ่นฟอล์ยห่อรอบทั้งหมด หรือ ตรวจดูชนิดของฝ้าเพดานว่าจะต้องทำเช่นใด
2. ใส่ลูกพัดลมฟักทองให้หลังคาบ้านแล้วคิดว่าจะเย็น !!
บ้านหลายหลังที่ไม่มีการติดตั้งฉนวนกันความร้อน แล้วเกิดปัญหาความร้อนที่ลงมาจากหลังคา มักมีคนหรือช่าง (เถอะ) หวังดีแนะนำให้ใส่พัดลมฟักทอง (ลูกหมุนระบายอากาศที่หลังคา หรือ Roof Ventilator) บ้านบางหลังที่ไปเจอมีการติดตั้งเจ้าพัดลมฟักทองที่หลังคา 1 ลูกจนถึง 3 ลูกก็มี บางหลังยังร้อนอยู่ ช่าง (เถอะ) ก็แนะนำให้แก้ไขต่อโดยการติดตั้งพัดลมดูดอากาศใต้เจ้าพัดลมฟักทองอีกทีจะได้ระบายความร้อนได้เร็วขึ้น แต่สุดท้าย ผลก็คือภายในบ้านยังคงร้อนเช่นเดิม
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะความร้อนจากฝ้าเพดานชั้นหลังคา เป็นความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสี (ผิวฝ้าร้อน) ซึ่งเจ้าพัดลมฟักทองแม้พอจะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถที่จะลดความร้อนที่เกิดจากสาเหตุของการแผ่รังสีความร้อนนี้ได้ อีกอย่างเจ้าพัดลมฟักทองนั้นหากมาใช้กับบ้านดูจะไม่คุ้มเอาเสียเลย เพราะต้องอาศัยหลักการอากาศเย็นเข้าไปแทนที่อากาศร้อน แต่บ้านส่วนใหญ่มีฝ้าเพดานอากาศเย็นกว่าจากในห้องเลยผ่านขึ้นไม่ได้ ถึงแม้จะมีชายคาที่มีช่องระบายอากาศ...แต่อย่าลืมครับว่าทุกหลังก็จะใส่ตาข่ายกันแมลง หรือสัตว์ตัวเล็กเข้าไปใต้หลังคา ผลคือ พักเดียวหยากไหย่ เต็ม...อากาศก็ไม่ระบายอีก สิ่งที่อาจแถมมากับพัดลมฟักทอง ถ้าติดตั้งไม่ดี คือ มีน้ำรั่วเข้าตรงพัดลมฟักทองเพิ่มมาอีก
ทางแก้ไข
นำเงินที่จะติดพัดลมฟักทองให้บ้าน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความร้อนจากหลังคา เปลี่ยนเป็นซื้อฉนวนกันความร้อนมาติดตั้งแทนจะได้ผลคุ้มค่ากว่าครับ...แล้วหากจะติด พัดลมฟักทองไว้เพื่อทดลองดู หรือเสริมเพิ่มก็ไม่ว่ากัน
3. โถงบันไดมืดและอากาศไม่ระบาย
ข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่เจอเกือบทุกหลังของบ้านพักอาศัยประเภทบ้านแถว หรือที่เรียกว่า ทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นในยุคก่อนๆ เพราะบันไดมักจะอยู่ตรงกลาง ชั้นบนด้านหน้าและด้านหลังเป็นห้องนอน ยิ่งถ้าได้ห้องที่อยู่ตรงกลางคือทั้งซ้ายและขวาติดกับเพื่อนบ้านแบบใช้ผนังร่วมกัน โถงบันไดและโถงชั้นบนก็เลยมืดต้องเปิดไฟฟ้าแสงสว่างตลอดเวลาที่ต้องการใช้งาน แถมสิ่งที่ตามมาก็คือ อากาศไม่ระบาย เพราะไม่มีหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศให้ลมเข้าออก ปัญหานี้ของบ้านแถวอาจจะเริ่มจากเรื่องของที่ผู้ประกอบการต้องการลดต้นทุนค่าก่อสร้าง พอผสมโรงเข้ากับปัญหาเรื่องไม่มีการป้องกันความร้อนที่หลังคา ก็เกิดเป็นความร้อนสะสมภายในบ้าน เจ้าของบ้านที่ต้องการประหยัดก็จบลงด้วยการทนอยู่ไปมืดๆร้อนๆอย่างนั้น หรือไม่ทุกครั้งที่จะใช้งาน...ก็ต้องเปิดไฟฟ้าแสงสว่างที่โถงบันไดแม้จะเป็นตอนกลางวัน
สำหรับบ้านเดี่ยว...ไม่ค่อยมีเรื่องไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสงที่บันได แต่สิ่งที่เจอคือมีช่องแสง แต่เปิดให้อากาศระบายไม่ได้ คือเป็นกระจกติดตายเฉยๆ...หากมองจากภายนอกจะดูสวยอย่างเดียว แล้วผลก็เกิดอย่างที่ว่าไปข้างต้น
ทางแก้ไข
ปัญหานี้ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวแล้ว บริเวณโถงบันไดเป็นกระจกติดตาย ก็พอจะทำได้ คือการปรับให้สามารถเปิดเป็นช่องระบายอากาศได้ ถ้าอยู่ในจุดที่สูงปัจจุบันก็มีอุปกรณ์ช่วย ในการเปิดให้เลือกใช้กันมากพอสมควร แต่สำหรับบ้านแถวหรือทาวน์เฮาส์ การจะทำให้โถงบันไดมีแสงธรรมชาติ ยังพอใช้วิธีเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาหรือแผ่นฝ้าเป็นวัสดุโปร่งแสงในจุดที่ต้องการและขนาดพอเหมาะได้ ซึ่งควรต้องมีการป้องกันความร้อนที่หลังคาอย่างที่บอกไปแล้วด้วย
แต่หากจะระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติได้ด้วย ค่อนข้างทำได้ยากและมีค่าใช้จ่าย ที่สูง หรือบางหลังอาจทำไม่ได้เลย ถ้าโครงสร้างของหลังคาหรือตัวบ้านไม่เอื้ออำนวยให้... แต่อย่างน้อยก็ให้ได้แสงธรรมชาติก็ยังดี
4. ต่อเติมบ้านจนไม่มีทางให้ลมออก
ปัญหานี้มีให้เห็นในบ้านแถวและทาวน์เฮาส์เป็นส่วนใหญ่ (แทบจะทุกหลังก็ว่าได้) และบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ดินขนาดเล็ก คือ การต่อเติมพื้นที่ว่างด้านหลังที่มีอยู่ประมาณ 2-3 เมตร เป็นห้องใช้สอยจนเต็มที่ดิน...ห้องครัวเป็นพื้นที่ยอดฮิตที่ทำกัน ปัญหาเรื่องของการต่อเติมผิดกฏหมาย เกิดการแตกร้าว มีการทรุดตัวแยกกัน จะขอละไว้ไม่กล่าวถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นของการต่อเติมอย่างที่ว่านี้ก็คือ ไม่มีลมถ่ายเทเข้ามาภายในบ้าน เนื่องจากมีแต่ทางให้ลมเข้าด้านหน้า แต่ไม่มีทางให้ลมออกด้านหลัง เพราะต่อเติมเสียจนเต็มพื้นที่ แม้ว่าด้านหน้าจะโล่งไม่มีสิ่งกีดขวางทางลมแต่อย่างใด
ผลก็คือความร้อนที่ถ่ายเทเข้ามาภายในตัวบ้าน ทั้งจากผนัง หลังคา (โดยเฉพาะส่วนต่อเติมด้านหลัง) ไม่ได้ถูกระบายออกไป ความร้อนก็สะสม อากาศภายในชั้นล่างก็อบอ้าว เมื่อจำเป็นต้องใช้งานแล้วทนร้อนไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องติดเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดใช้หลายชั่วโมงบ่อยครั้ง
ทางแก้ไข
หลักของการต่อเติมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่ว่านี้ก็คือ ให้คิดตลอดเวลาว่าพื้นที่ ชั้นล่างของบ้านทุกส่วนต้องมีทางให้ลมเข้าและมีทางให้ลมออกได้อย่างต่อเนื่อง...นอกจากจะเป็นการเว้นให้บ้านมีพื้นที่โล่งหายใจได้แล้ว ยังได้แสงธรรมชาติและช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย
ข้อพิจารณาหรือควรระวัง
- การต่อเติมควรต้องปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง และมีการขออนุญาตต่อเติมให้ถูกต้องตามกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคาร
5. หน้าต่างของห้องปรับอากาศเป็นบานเกล็ดปรับมุม
เครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านเราแล้ว พลังงานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ นั้นใช้ไปในการทำให้อากาศแห้งหรือที่เรียกว่ารีดความชื้น สังเกตได้จากจะมีท่อน้ำต่อจากเครื่องแอร์ในห้องออกไปทิ้งนอกห้องหรือพื้นระเบียง พลังงานที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์ใช้ในการทำให้อากาศเย็น
หน้าต่างแบบนี้เหมาะสำหรับห้องไม่ปรับอากาศ เพราะสามารถที่จะเปิดให้ลมถ่ายเทผ่านได้อย่างเต็มพื้นที่ แต่พอมีหน้าต่างแบบนี้ในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศเข้าไป ก็กลายเป็นจุดอ่อนเพราะการจะปิดหน้าต่างแบบนี้ให้สนิท...เป็นสิ่งที่ต้องเลิกคิดไปได้เลย ดังนั้น อากาศภายนอกที่ร้อนและชื้นก็ผ่านเข้ามาในห้องตามร่องหรือรูของหน้าต่างบานเกล็ดปรับมุม เครื่องปรับอากาศก็ต้องทำงานโดยรีดความชื้นและลดความร้อนให้กับอากาศที่รั่วเข้ามาตลอดเวลา
ความจริงปัญหานี้มักเกิดขึ้นได้ 2 กรณี โดยตั้งใจ คือ ต้องการลดต้นทุนก่อสร้าง และ โดยไม่ตั้งใจ คือ หวังว่าห้องนั้นๆ จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ จึงเลือกใช้หน้าต่างแบบบานเกล็ดปรับมุม แรกๆอาจจะพออยู่ได้เพราะสภาพเมืองยังไม่หนาแน่น แต่เมื่อคนเริ่มเยอะ ถนนและสิ่งก่อสร้างเริ่มแยะ ต้นไม้น้อยลง ในบ้านก็ร้อนขึ้น สุดท้ายเจ้าของบ้านก็ต้องติดเครื่องปรับอากาศ แล้วไม่เปลี่ยนหน้าต่างเพื่อลดการรั่วซึมของอากาศ ผลก็เป็นอย่างที่ว่าข้างต้น
ทางแก้ไข
มีทางเดียวครับ คือเปลี่ยนประเภทหน้าต่างที่ช่วยลดการรั่วซึม เช่น หน้าต่างบานเปิด บานกระทุ้ง หรือหน้าต่างบานเลื่อน
6. ประตูห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องปรับอากาศเป็นบานเกล็ดระบาย
ปัญหานี้คล้ายกับเรื่องหน้าต่างบานเกล็ดปรับมุมที่มีอยู่ในห้องปรับอากาศ และพบเห็นได้บ่อยที่ประตูเข้าห้องน้ำจากห้องนอนที่ปรับอากาศ แล้วเลือกใช้ประตูที่เป็นบานเกล็ดระบายอากาศ ติดตาย ด้วยความเชื่อที่ต้องการให้อากาศในห้องน้ำระบาย คือระบายผ่านจากในห้องปรับอากาศออกไปทางห้องน้ำแล้วออกไปภายนอกบ้าน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะตอนเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศที่ร้อนกว่าจะถ่ายเทไปสู่ส่วนที่เย็นกว่า ผลก็คือเครื่องปรับอากาศก็ต้องทำงานโดยรีดความชื้นและลดความร้อนให้กับอากาศที่รั่วผ่านเข้ามาทางห้องน้ำตลอดเวลา แถมยังต้องรีดความชื้นที่เกิดจากการใช้ห้องน้ำอีกด้วย
ทางแก้ไข
มี 2 แนวทาง คือเปลี่ยนประตูใหม่เป็นบานทึบ หรือ ถ้าจะทำแบบง่ายและประหยัดงบก็ใช้แผ่นอะคลีลิค (พลาสติก) ปิดทับช่องเกล็ดระบายไม่ให้อากาศรั่วซึมผ่าน ก็เป็นทางแก้ที่เจ้าของบ้านสามารถทำได้เอง
7.วางคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศไว้ในพื้นที่ไม่เหมาะสม
เครื่องปรับอากาศที่ใช้สำหรับบ้านส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบแยกส่วน คือ ส่วนจ่ายลมเย็นที่ติดตั้งในห้อง และส่วนระบายความร้อน ที่วางอยู่ภายนอก (ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกส่วนที่วางอยู่ภายนอกว่า คอมเพรสเซอร์ )
คนทั่วไปรู้และเข้าใจว่า การวางตำแหน่งของคอมเพรสเซอร์ ต้องวางให้ใกล้กับส่วนจ่ายลมเย็นเพื่อให้การเดินท่อน้ำยาจะได้ไม่ไกล และต้องวางไว้ที่โล่งๆเพราะมีพัดลมคอยระบายความร้อนออก เพื่อให้เครื่องปรับอากาศมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี แต่ยังไงก็อดใจไม่ได้ที่จะเลือกวางคอมเพรสเซอร์ในตำแหน่งที่หลบซ่อนสายตาเพราะเห็นว่าจะทำให้บ้านดูไม่สวยงามหรือเกะกะขวางทาง...แล้วตำแหน่งที่เลือกวางมักจะเป็นระเบียง ดาดฟ้า ผนังด้านข้าง หรือด้านหลังของตัวบ้าน (เพราะมองจากหน้าบ้านแล้วไม่เห็น)
ปัญหาก็คือเจ้าตัวคอมเพรสเซอร์ที่ว่านี้ ถ้าวางบนดาดฟ้าหรือหลังคาหรือผนังด้านที่โดนแสงแดดเต็มๆ การระบายความร้อนก็จะทำงานได้ไม่ดี การผลิตความเย็นให้ภายในห้องก็ทำได้ไม่เต็มที่ ประสิทธิภาพตอนซื้อมาที่ว่าเบอร์ 5 ก็อาจทำให้กลายเป็นเบอร์ 2 ได้
ทางแก้ไข
หลีกเลี่ยงการวางคอมเพรสเซอร์นี้บนดาดฟ้าโล่งๆ เป็นอย่างแรก ถ้าจำเป็นต้องติดผนังชั้น 2 ที่ไม่ใช่ระเบียง ก็หาตำแหน่งที่โดนแสงแดดน้อยที่สุด มีพื้นที่ด้านหลังให้ลมถ่ายเทได้มากที่สุด เช่นผนังด้านทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก
ถ้าเป็นไปได้ก็วางในพื้นที่มีร่มให้ตัวคอมเพรสเซอร์ อยู่ในพื้นที่โล่ง บำรุงรักษาง่าย...แม้อาจทำให้บ้านดูสวยน้อยหน่อย แต่ก็เป็นบ้านนิสัยดีที่ช่วยประหยัดพลังงานไม่น้อยทีเดียว
8.วางสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ขวางทางลมกลับของเครื่องปรับอากาศ
อีกจุดที่สำคัญของส่วนจ่ายลมเย็นที่ติดอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้อากาศภายในห้องเกิดการหมุนเวียนกลับเข้าไปปรับสภาพให้ออกมาเป็นอากาศเย็นและแห้งแล้วเป่าออกมาใหม่ เรียกช่องลมกลับ เจ้าของบ้านเกือบทุกคน รู้และคอยเตือนตัวเองหรือคนในบ้านเสมอว่าต้องคอยนำเอาแผ่นกรองอากาศของช่องลมกลับไปล้างทำความสะอาดบ่อยๆ ถ้าทำได้เช่นนี้ เครื่องปรับอากาศจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน แต่สิ่งที่มักจะเผลอลืมก็คือ มีการวางของหรือเฟอร์นิเจอร์ขวางทางลมกลับนี้อยู่ดี...เหลือเป็นช่องเล็กๆพอดูว่าระบายได้ (ถ้าเป็นเครื่องแบบแขวนฝ้าหรือติดผนังก็คือบรรดากระเป๋า กล่องเก็บของ ถุงเสื้อผ้า) แล้วพอถึงเวลาก็ยกของหรือเลื่อนเฟอร์นิเจอร์ออก แล้วเอาแผ่นกรองไปล้าง ใส่กลับแล้วก็วางของบังไว้เหมือนเดิม แล้วก็ดีใจว่าได้ดูแลให้เครื่องปรับอากาศใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดี
เชื่อมั๊ยว่าปัญหานี้มีอยู่เยอะมากครับ แล้วยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม โดยที่ห้องก็ไม่เย็น
ทางแก้ไข
อันนี้ง่ายนิดเดียว คือท่องเพิ่มจากการนำแผ่นกรองไปล้างไว้เสมอ ว่าตรงช่องลม กลับนี้....ต้องโล่งไม่มีสิ่งกีดขวางเลย
9.ปิดแอร์...แล้วเปิดประตูหน้าต่างทันที
วิธีนี้มีเจ้าของบ้านหลายคนทำด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าจะช่วยลดพลังงาน โดยเฉพาะกับห้องนอนที่เปิดเครื่องปรับอากาศมาตลอดทั้งคืน พอรุ่งเช้าปิดเครื่องปรับอากาศ...ก็รีบเปิดหน้าต่างทั้งหมดเพื่อจะช่วยระบายถ่ายเทอากาศ
วิธีการนี้ยังถูกนำไปใช้กับสำนักงานเล็กๆ (Home Office) ใช้เครื่องปรับอากาศแยกส่วนที่พอพักกลางวันก็ปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดประตูหน้าต่างไว้ เพราะคิดว่าจะช่วยบริษัทประหยัดพลังงาน
แต่การทำเช่นนี้กลับทำให้เกิดปัญหาเพราะอากาศที่ร้อนและชื้นจากภายนอก เมื่อเข้ามาเจอกับความเย็นที่ยังหลงเหลืออยู่จะเกิดอาการกลั่นตัว เหมือนหยดน้ำที่เกาะนอกแก้วน้ำแข็ง กลายเป็นความร้อนและความชื้นสะสมอยู่ภายในห้องและเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่ากินไฟเพิ่มขึ้น เมื่อเปิดใช้งานในครั้งต่อไป
ทางแก้ไข
ง่ายนิดเดียว สำหรับห้องนอน (โดยเฉพาะในเมือง ติดถนน) แนะนำให้ปิดหน้าต่างไว้ทั้งวันนอกจากป้องกันปัญหาดังกล่าวยังอาจช่วยลดฝุ่นไปด้วย ความร้อนตอนกลางวันที่เข้ามาสะสม ก็ใช้วิธีการเปิดหน้าต่างตอนหัวค่ำก่อนเข้านอนสักครึ่งชั่วโมงให้อากาศร้อนที่สะสมมาทั้งวันระบายออกไปบ้าง...แล้วจึงปิดหน้าต่างก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ
สำหรับสำนักงานเล็กๆเมื่อปิดเครื่องปรับอากาศแล้วไม่จำเป็นต้องเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้...ปิดไว้เช่นนั้นตลอดช่วงพักกลางวัน
10.วงจรการนอน...ไม่ประหยัดพลังงาน
ลองนึกถึงบ้านทั่วไป มีห้องนอนติดเครื่องปรับอากาศ ว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่
- ตอนจะเข้านอนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศโดยปรับอุณหภูมิต่ำๆ หรือ เปิดให้ตัวเครื่องเป่าลมเย็นออกมาแรงสุด...ถึงจะรู้สึกว่าห้องมีความเย็นเป็นที่พอใจ นอนได้สบายโดยไม่ต้องห่มผ้า
- พอหลับสนิทจนถึงประมาณเวลาตีหนึ่งหรือตีสอง กลายเป็นหนาวจับใจ ต้องดึงผ้านวมหนาๆมาห่มนอนต่อแทนการลุกขึ้นมาปิดแอร์ (เพราะห่วงว่าเดี๋ยวไม่มีอากาศหายใจ)
- หลังจากนั้นหลับอย่างสบายใจถึงเช้า...แล้วจึงปิดแอร์เป็นปกติเช่นนี้ทุกวัน
>ถ้าเหตุการณ์ในห้องนอนของท่านเป็นเช่นนี้แล้วล่ะก็ รู้ไว้ได้เลยว่าท่านกำลังตกอยู่ในช่วงเวลา วงจรการนอน...ไม่ประหยัดพลังงาน คือช่วงตั้งแต่เวลาประมาณตีสองถึงเช้า ถ้าคิดเฉลี่ยประมาณ 4 ชั่วโมง (เพราะขึ้นกับเวลาตื่นของแต่ละคน) คือการเสียพลังงานและสตางค์ให้เครื่องปรับอากาศทำงานโดยเปล่าประโยชน์...คำถามที่สำคัญที่ต้องถามคือ ทำไมต้องห่มผ้านวมนอนในเมืองร้อนชื้นอย่างบ้านเราตลอดทั้งปีหนอ !
>ลองคำนวณค่าใช้จ่ายและพลังงานที่เสียไปเฉพาะช่วง วรจรการนอนไม่ประหยัดพลังงาน หากสมมติว่าห้องนอนของบ้านแต่ละหลังใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง กินไฟประมาณ 1,000 วัตต์ต่อชั่วโมง (คิดว่าคอมเพรสเซอร์ทำงานเพียง 70 เปอร์เซ็นต์) แปลว่าห้องนอนแต่ละห้องจะเสียพลังงานไปในวงจรเช่นนี้ 4,000 วัตต์ต่อชั่วโมง หรือ 4 หน่วยการใช้ไฟฟ้า หรือประมาณ 15 บาทต่อคืน
ดังนั้นบ้านแต่ละหลัง ก็จะเสียค่าไฟฟ้าไปประมาณเดือนละ 450 บาทต่อห้องนอนที่ปรับอากาศ 1 ห้อง ปัจจุบันมีบ้านประมาณ 14 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีห้องนอนที่ปรับอากาศหลังละกี่ห้อง ใครอยากคำนวณต่อถึงพลังงานและค่าไฟที่เสียรวมๆกันทั้งหมด ก็ลองคิดต่อดูครับ
ทางแก้ไข
การแก้ไขที่ตัวบ้านเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายพอสมควร เพราะต้นเหตุของปัญหาคือวัสดุผนังรอบห้องนอนนั้นสะสมความร้อนไว้อย่างเต็มที่ในตอนกลางวัน พอตอนเข้านอนเปิดเครื่องปรับอากาศ พลังงานหรือจะเรียกว่าความเย็นส่วนใหญ่จึงใช้ไปกับการลดความร้อนที่สะสมอยู่ในผนังก่อนตอนหัวค่ำที่เข้านอนจึงรู้สึกไม่เย็น หลังเวลาเที่ยงคืนเมื่อความร้อนในผนังถูกกำจัดไปหมดแล้ว จึงเหลือเพียงการทำความเย็นให้อากาศในห้องนอน...แล้ววงจรการนอนที่ไม่ประหยัดพลังงานก็เริ่มต้นขึ้น
ขอแนะนำการแก้ไขแบบปลายเหตุผสมกับการปรับทดลอง แต่ได้ผลเรื่องการประหยัด คือ การเปิดพัดลมพร้อมตั้งเวลาปิดเครื่องปรับอากาศ มี 2 ขั้นตอนดังนี้
- ขั้นแรก หาพัดลมตั้งพื้นสักตัวมาไว้ในห้องนอน ตอนเปิดเครื่องปรับอากาศให้ตั้งอุณหภูมิไว้อย่าให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมไปด้วย...เพื่อช่วยกระจายลมในตอนแรก
- ขั้นที่ 2 ตั้งเวลาปิดเครื่องปรับอากาศไว้ประมาณตีหนึ่ง หรือ ตีสอง (เครื่องปรับอากาศสมัยนี้ตั้งเวลาปิดอัตโนมัติได้) แต่ไม่ต้องปิดพัดลม...เพื่อช่วยให้อากาศหมุนเวียน และไม่ต้องห่มผ้านวม
ดังนั้นเวลาที่ประหยัดเวลาการทำงานของเครื่องปรับอากาศแต่ละคืน คิดประมาณวคืนละ 3 ชั่วโมง (จากการเปิด 9 ชั่วโมงในแต่ละคืน) บางส่วนก็จะถูกใช้ไปเป็นค่าไฟสำหรับเปิดพัดลม แต่ด้วยอัตราการกินไฟที่ต่างกันพัดลมที่กินไฟเพียง 50 วัตต์ต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับการประหยัดไฟของเครื่องปรับอากาศแล้ว...ลองคำนวณดูก็ได้ว่าอย่างน้อยเราจะประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 2,500 วัตต์ หรือ เกือบ 10 บาทต่อคืน หรือประมาณ 300 บาทต่อเดือนต่อห้องนอน 1 ห้อง
จะทดลองดูเพื่อลดค่าใช้จ่ายพลังงาน หรือ จะยอมนอนห่มผ้านวมแล้ว บ่นว่าจ่ายค่าไฟมากขึ้น !!!! ดีครับ....
ที่มาจาก นายคมกฤช ชูเกียรติมั่น ที่ปรึกษาโครงการเผยแพร่ผลงานออกแบบบ้านประหยัดพลังงานในงานบ้านและสวนแฟร์ 2006
BACK
|