ทันทีที่มีชื่อ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ดูเหมือนว่าจะเป็น 1 ในไม่กี่คนที่ถูก "ต่อต้าน" และ "หนัก" กว่าคนอื่น โดยให้เหตุผลว่า ปิยสวัสดิ์ มีนโยบายเปิดเสรี ไม่เหมาะกับการเข้ามาดูแลงานในกระทรวงพลังงาน แต่ทว่า ปิยสวัสดิ์ ก็สามารถฝ่าด่านเข้ามาเป็น 1 ใน 26 รัฐบาลในรัฐบาล "สุรยุทธ์ 1" ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
หากมองอีกด้าน การที่ ปิยสวัสดิ์ ตอบรับเข้าร่วม ครม.เฉพาะกาล 1 ปี ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายการพิสูจน์ผลงานได้ระดับหนึ่ง เพราะเป็นที่ทราบกันแล้วว่า สถานการณ์ด้านพลังงานยังต้องการ "ผู้เชี่ยวชาญ" เข้ามาวางแผนและดำเนินนโยบาย ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องร้อนๆ อย่างการฟ้องร้องเอา ปตท.กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ยังร้อนไปถึงเก้าอี้ของ ปิยสวัสดิ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะ รมว.พลังงาน ที่เข้ามาปั๊บก็ต้องเตรียมตัวเป็นจำเลยทันที
ทราบล่วงหน้ากี่วันก่อนตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล
วันเสาร์ (7 ต.ค.) ไปงานที่สถาบันวิจัยจุฬาฯ นักข่าวถาม ก็ตอบไปว่า ยังไม่ทราบจริงๆ พอวันจันทร์ (9 ต.ค.) กลับจากสิงคโปร์ ใช้เวลาคิด 1 คืน ก็ตอบรับ เพราะไม่ยากเกินไป0 ก่อนที่จะตอบรับก็มีชื่ออยู่ในแคนดิแดต และมีกระแสต่อต้าน รู้สึกอย่างไร
ต้องถามว่าเป็นกลุ่มไหน เราก็ไม่ได้สนใจเพราะเป็นคนกลุ่มเล็กที่ไม่ใช่ตัวแทนคนกลุ่มใหญ่ ถือเป็นเรื่องปกติ คนที่เขาไม่ชอบเขาก็พูดดังหน่อย คนที่ชอบก็เฉยๆ ประเด็นที่คัดค้านไม่มีอะไรเลย พูดไปก็เหมือนมานั่งแก้ตัว เป็นเรื่องที่ตลกมาก
ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นคนของรัฐบาลทักษิณที่แปรรูป กฟผ.ไม่สำเร็จจนทำให้ศาลปกครองฯ พิจารณาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา ก็ไม่เกี่ยวกับผมเลย เพราะผมออกมาจากสภาพัฒน์ตั้งแต่ปี 2545 มาอยู่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย แต่ที่มีเรื่องฟ้องร้องกันตอนปี 2548 และศาลปกครองพิพากษาปี 2549 แล้วจะมาเกี่ยวกับผมได้อย่างไร
ส่วนกรณีของ ปตท.ศาลปกครองก็ยังไม่ได้พิพากษา และกรณีของ ปตท.ก็ต่างจาก กฟผ.ซึ่งกระบวนการ รายละเอียดต้องรอศาลปกครองพิจารณา0 กรณี ปตท.อยากให้อธิบายให้เห็นภาพชัดๆ หน่อย
ปตท.ตอนแรกที่แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้
- มีการกระจายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
- มีการตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการก๊าซฯ และไฟฟ้า ภายใต้พระราชบัญญัติกิจการพลังงาน ตอนนั้น สศช.ร่างรายละเอียดไว้ให้หมดแล้ว เข้า ครม.แล้ว แต่รัฐบาลชุดนั้นเอาเฉพาะส่วนแรกมาปฏิบัติ คือการกระจายเข้าตลาดฯ แต่ไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการก๊าซฯ และไฟฟ้า ทำให้กฎหมายตรงนี้ค้างไว้ 5 ปี ทำให้ไม่มีคณะกรรมการอิสระตรงนี้เข้ามาดูแล ซึ่งถ้ามีวันนี้ก็คงไม่มีเรื่องราวฟ้องร้องเกิดขึ้น
ประเด็นฟ้องร้องมี 3 กลุ่มคือ
- กระบวนการไม่ถูกต้อง ซึ่งอยู่ที่ศาลปกครองจะเป็นผู้พิจารณา
- การโอนอำนาจมหาชนไปให้ ปตท.ที่ต้องทำให้ถูกต้อง โดยการตั้งองค์กรอิสระมากำกับดูแลที่เป็นองค์กรถาวร มีกฎหมายมารองรับ ถ้าทำถูกต้องก็จบไปนานแล้ว
- การโอนที่ดินที่ได้จากการเวนคืนที่ดินไปให้ ปตท. ที่ต้องมาดูข้อเท็จจริงอีกทีว่ามีการโอนที่ดินจากการเวนคืนไปให้ ปตท.จริงหรือเปล่า0 โครงสร้างคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตามที่ สศช.ร่างไว้เป็นอย่างไง
ตัวสำคัญคือ อำนาจหน้าที่และวิธีการทำงานมากกว่า ซึ่งร่างเดิมคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซฯ ผ่าน ครม.แล้วในปี 2543 แต่รัฐบาลที่เข้ามาปี 2544 ไม่เอา แต่ตอนที่แปรรูป ปตท.ก็ยังมีมตินี้อยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่เอา โดยมารื้อฟื้นตอนหลังคือมาเป็นพระราชบัญญัติประกอบกิจการไฟฟ้าอย่างเดียว ตัดก๊าซฯ ออก ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง ที่จริงควรจะเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซฯ ไปพร้อมๆ กัน จึงจะเป็นวิธีการที่ดีและง่ายที่สุด0 ทราบมาว่าเรกูเลเตอร์ลาออกแล้ว 5 คน
ยังไม่เห็นเลย ไม่รู้จริงๆ ที่รู้มีแค่คุณศิริชัย (สายะศิลป) ที่มายื่นหนังสือลาออกคนเดียว ซึ่งถ้าเหลือ 2 คนจริงก็คงทำงานอะไรไม่ได้ แต่นี้ยังเป็นการสมมุติกันอยู่นะ0 อยากให้ประเมินสถานการณ์พลังงานว่าเป็นอย่างไร
มองว่าสถานการณ์พลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงและยังคงมีความผันผวนอยู่ แต่ราคาคงจะไม่ถึงระดับ 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล เว้นแต่ว่าจะเกิดสงครามในตะวันออกกลาง และขณะนี้ยังมีการขุดเจาะสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ๆ การหาพลังงานทดแทนเยอะมาก เช่น ไบโอดีเซล หรือการพัฒนาปิโตรเลียมหนัก อย่างทาร์แซน ดังนั้น จะมีปริมาณเชื้อเพลิงออกมาจากหลายแหล่งที่จะช่วยทำให้ราคาไม่สูงไปกว่านี้ เพราะถ้าราคาลงไปมากกว่านี้โอเปกก็คงจะลดกำลังการผลิตแน่ แต่คงจะไม่ถึงระดับ 20-30 เหรียญต่อบาร์เรลเหมือนในอดีต ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรลก็ถือว่าดีแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องยอมรับสภาพความจริงว่ามันจะอยู่ระดับ 50-60 ดอลลาร์ไปอีกระยะหนึ่ง นานหลายปีพอสมควร ซึ่งในระดับราคานี้พลังงานทดแทนก็จะยังน่าสนใจอยู่ ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครคาดการณ์ได้ ต้องปล่อยให้เป็นตามกลไกตลาด จะไปแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ ไม่งั้นจะเป็นการเสี่ยง เหมือนรัฐบาลชุดก่อนที่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันจนทำให้เกิดหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 8.4 หมื่นล้าน แม้ว่าหนี้จะลดลงมาเหลือ 6.4 หมื่นล้านแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นภาระของผู้ใช้น้ำมันที่ยังต้องใช้หนี้ที่เหลืออยู่ จึงเห็นว่าช่วงนี้ราคาน้ำมันลง ก็เลยเห็นว่ารีบเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ใช้หนี้ให้เร็วที่สุดดีกว่า0 ก่อนหน้านี้เรียกร้องให้ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ แต่กลับให้ขยายเพดานเป็น 4 บาท
สถานการณ์คนละอย่างกัน ช่วงก่อนที่ให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพราะเห็นว่าราคาน้ำมันแพงก็น่าจะลดภาระให้ประชาชน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของราคาน้ำมัน ช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินลดลงไปแล้ว 7 บาท จึงเห็นว่าเป็นจังหวะเหมาะที่จะเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพื่อมาใช้หนี้เงินกู้ให้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด โดยเป็นไปตามกลไกตลาดที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้าที่ต้องมาพิจารณาเกณฑ์ในการกำหนดผลตอบแทนการลงทุนว่าเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมจริงไหม อย่างผลตอบแทนของ กฟผ.ที่อยู่ที่ 8-9% ที่จะผันไปอยู่ในค่าไฟฟ้า เป็นสิ่งควรต้องมาดู ซึ่งค่าไฟฟ้าที่งวดนี้ลงไป 7 สตางค์ เพราะใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าลดลง มีโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเข้ามา แต่งวดต่อไปค่าไฟฟ้าจะลงเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลงเท่าไหร่ และจะสามารถลดการใช้น้ำมันเตาได้เท่าไหร่ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่แพงที่สุด จึงต้องมาดูว่าแหล่งก๊าซจากอ่าวไทยจะขึ้นทันหรือไม่ เพราะหากแหล่งอาทิตย์ไม่ล่าช้า ก็อาจจะไม่สูงขึ้นก็ได้ และก๊าซจากแหล่งภูฮ่อมที่จะเข้ามาในเดือน พ.ย.นี้ แหล่งก๊าซเจดีเอที่จะเข้ามาในเดือน พ.ย.50 และช่วงนี้ฝนตกมากด้วย ก็จะทำให้ค่าเอฟทีงวดถัดไปมีโอกาสไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้0 การที่เราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม เป็นการหักคอผู้ค้าน้ำมันหรือเปล่า
ไม่นะ ไม่ได้หักคอ แค่ไม่ได้ไปถามเขา แต่มันก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพลังงาน (กบง.) ที่ทำได้อยู่แล้ว โดยผมดูจากค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันที่ตอนหลังขึ้นมาสูงกว่าปกติที่ 1.50 บาทต่อลิตร โดยขณะนี้เบนซินเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 2.90 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลก็มีแนวโน้มที่จะเรียกเก็บเพิ่มในเร็วๆ นี้อีกนิดหน่อย แต่คงไม่มาก0 ถ้าเก็บเต็มเพดาน 4 บาทต่อลิตรจะทำให้ใช้หนี้เร็วขึ้น
แน่นอน ภายใน 1 ปีก็หมด แต่ถ้าเก็บเต็มแล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อนก็ไม่ทำ เพียงแต่อยากทำเพื่อให้เกิดความคล่องตัวของกองทุนน้ำมันฯ เพราะในช่วงที่ผ่านมาที่ไม่มีรัฐบาล ทำให้เสียโอกาสไปเยอะ เพราะบางช่วงค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันสูงมากถึง 3 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ0 ถ้าใช้หนี้หมดแล้ว กองทุนฯ จะยังมีหรือไม่
ต้องมาดูว่าจะเอาอย่างไร ตอนแรกก็มีการคิดว่าควรจะยกเลิกไปเลย เพราะกันนักการเมืองเข้ามาฉวยโอกาสจากเงินกองทุนฯ นี้ แต่พอมาคิดว่าเกิดวันหนึ่งมีเหตุการณ์ผิดปกติที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในช่วงสั้นๆ ก็สามารถเอามาใช้ช่วยบรรเทาผลกระทบในยามฉุกเฉินได้
กองทุนฯ นี้เกิดในช่วงของรัฐบาลทักษิณที่คิดว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเพียงระยะสั้นๆ จึงตั้งกองทุนฯ นี้เพื่อเอาเงินไปแทรกแซงราคาน้ำมัน แต่คาดการณ์สถานการณ์ผิดไป เพราะมันไม่จบสั้นๆ จนเป็นหนี้มาอยู่ถึงทุกวันนี้ ซึ่งทุกคนมีโอกาสที่จะคาดการณ์ผิดพลาดได้ ทั้งดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน แต่ใครก็ตามที่มั่นใจว่ารู้อนาคต ผมคิดว่ามันอันตราย พอเห็นว่าสิ่งที่ทำไปแล้วไม่เป็นตามที่คิดไว้ก็ต้องยอมรับ แล้วกลับมามองและปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ ไม่ใช่ฝืนเดินต่อไปเรื่อยๆ0 พูดย้ำตลอดว่าระยะ 1 ปีนี้จะไม่แตะการแปรรูป กฟผ.
ทำไม่ทันแน่นอนอยู่แล้ว แต่ระยะเวลา 1 ปีนี้มีอะไรให้ทำเยอะเลย โดยเฉพาะเรื่องการบริการจัดการโครงสร้างกิจการพลังงาน โดยการตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซฯ หรือเรื่องเงินกองทุนฯ และกฎหมายต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานระยะยาวของการพัฒนาพลังงาน เพราะในช่วงที่มีรัฐบาลเลือกตั้งมีกฎหมายผ่านน้อยเหลือเกิน อย่างกฎหมายไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันเป็นฉบับที่เก่ามาก0 พลังงานทดแทนในรัฐบาลชุดก่อนพูดกันมาก แต่ไม่เห็นเลย
ที่ผ่านมาพูดเยอะ แต่ไม่ค่อยเดิน ที่เดินได้จริงๆ เห็นจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซลกำลังเดิน ส่วนที่เป็นชีวมวล เช่น น้ำเสีย ขยะ ยังไม่เดิน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากนโยบายโรงไฟฟ้าชีวมวล (RPS) ที่ทำให้ทุกอย่างปั่นป่วน เพราะเดิมมีอยู่แล้วที่เปิดให้มีการแข่งขัน ร่างระเบียบ RPS ก็ยังไม่มีชัดเจน เพราะจริงๆ แล้วระบบนี้ใช้ในประเทศที่มีตลาดไฟฟ้าที่มีการแข่งขัน ซึ่งรัฐบาลที่แล้วบอกไม่เห็นกับการเปิดเสรีแบบระบบเพาเวอร์พูล แต่กลับใช้ระบบ RPS จึงมีการกำหนดให้โรงไฟฟ้าใหม่ต้องซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 10% ซึ่งต้องเดินต่อไป
แต่ก็น่าเสียดายเวลาที่วนไปวนมาอยู่นาน จนสุดท้ายที่รัฐมนตรีวิเศษ (จูภิบาล) ต้องมาเปลี่ยนนโยบายในช่วงหลัง เพราะเมื่อการประมูลสร้างโรงไฟฟ้าเอกชน (ไอพีพี) เลื่อน การประมูลโรงไฟฟ้า RPS ก็ต้องเลื่อนตามไปด้วย ดังนั้น จึงกลับไปในแนวทางเดิมที่ผมคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ต้องปรับปรุง และคิดว่าต่อจากนี้จะสามารถผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้เดินหน้าต่อไป0 บริษัทลูก กฟผ. 2 แห่งจะสามารถเข้าร่วมประมูลไอพีพีได้หรือไม่
อันนี้ต้องดูในรายละเอียดอีกที เพราะว่าในด้านนักลงทุนเอกชนด้วยกันเองคงไม่อยากให้บริษัทลูก กฟผ.มาแข่ง เพราะเห็นว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ส่วนมุมมองของผู้บริโภคต้องการไฟฟ้าราคาถูก ทางเลือกยิ่งเยอะยิ่งดี เกิดการแข่งขัน แต่ถ้าเราสร้างกติกาให้เป็นธรรมมากที่สุด การให้บริษัทลูกเข้าร่วมประมูลก็ไม่เป็นกลางก็ได้ ต้องไปดูในประกาศเชิญชวน เพราะต้องคำนึงถึงประโยชน์ผู้ใช้ไฟให้มากที่สุด ไม่ใช่ประโยชน์ของนักลงทุน ดังนั้นต้องมองทั้ง 2 ด้าน0 แผนยกเลิกเบนซิน 95 ยังยืนยันยกเลิกตามกำหนดเดิมหรือไม่
พูดไปแล้วหลายครั้ง โดยจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกต้องดูว่า
- มีปริมาณเอทานอลเพียงพอหรือไม่
- ผู้ใช้รถยนต์ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีผู้ใช้รถยนต์ส่วนหนึ่งมีปัญหา มันก็ไม่เป็นธรรมกับเขา เพราะว่าบริษัทรถยนต์ก็ยังไม่ได้ยืนยันว่าใช้ได้ทุกยี่ห้อ ดังนั้น บริษัทรถยนต์จะต้องยืนยันมาว่าไม่มีปัญหา แต่ว่าทุกวันนี้มีน้ำมัน 3 ชนิดให้เลือก คือ เบนซิน 95 เบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ 95 ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนหรือมีปัญหาใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่อยากใช้แก๊สโซฮอล์ก็ยังมีเบนซิน 95 ให้ใช้ ดังนั้น การจะยกเลิกผมคิดว่ามันจะต้องมีเหตุผลที่ดีนะ0 แนวโน้มจะเก็บเบนซิน 95 บางส่วนไว้เป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้รถ
ทำตอนนี้เลยก็ได้ เพราะเมื่อก่อนเราก็เคยมีน้ำมัน 4 ชนิด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทน้ำมันก็ยังเคยเสนอเกรดน้ำมันมาเองก็มี ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย อย่างเชลล์ก็มีดีเซล 2 เกรด0 นโยบายยกเลิกการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)
ในหลักการแล้วการชดเชยไม่ควรจะมี แต่อย่าใช้คำว่าลอยตัว เพราะคำว่าลอยตัวคือ การปล่อยราคาไปเลยโดยไม่มีการควบคุมดูแล ซึ่งที่ลอยตัวราคาน้ำมันเพราะต้องการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน แต่แอลพีจี ตลาดเราไม่มีการแข่งขันขนาดนั้น ดังนั้น จะลอยหรือไม่จะต้องมาดูในรายละเอียดอีกที โดยหาโอกาสที่จะยกเลิก เพราะราคาแอลพีจีส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วย
ทุกวันนี้เราชดเชยราคาแอลพีจีโดยกองทุนน้ำมันฯ อยู่ประมาณ 1.77 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหากยกเลิกการชดเชยแล้วราคามันก็ไม่ได้ขึ้นมามากนัก โดยจะยกเลิกการชดเชยในส่วนของที่รัฐบาลชดเชยไว้ก่อน แต่ในส่วนหน้าโรงกลั่นก็ยังต้องขึ้นอยู่กับจังหวะ0 หนักใจมั้ย เข้ามาเป็นรัฐมนตรีพลังงานช่วงนี้
ไม่หนักใจเลย เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มนิ่งๆ แล้ว จริงๆ แล้วสภาพเศรษฐกิจไทย สภาพแวดล้อมมันเริ่มดีขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงก็ไม่มาก ดังนั้นการส่งออกไทยก็ยังดีอยู่ มีเพียงการบริโภคภายในประเทศเท่านั้นที่มันแย่มาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงมาจากสภาพการลงทุนในประเทศ ซึ่งหากสภาพแวดล้อมดีขึ้น การขยายตัวต่างๆ ก็ไปได้ดี ดังนั้น โอกาสที่จะฟื้นตัวยังมี0 หลังจากนี้ 2-3 เดือนจะประเมินผลงานตัวเองมั้ย
ไม่หรอก แต่ผมจะทำให้เร็วที่สุด ให้มีผลงานออกมาจริงๆ แล้วความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะกลับเข้ามาเอง เพราะนักลงทุนต่างชาติส่วนหนึ่งไม่เข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย ก็ต้องยอมรับ ซึ่งกองทุนบางประเทศก็มีนโยบายไม่มาลงทุนในประเทศที่มีปัญหา เขาเลยถอนหุ้น ไม่มีการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าอธิบายได้ โดยสำคัญอยู่ที่การกระทำจริง อย่างที่ผ่านมามีการพูดมาก แต่ไม่เกิดขึ้นจริง ก็เลยไม่เชื่อ ผมคิดว่าครั้งนี้จะเห็นจริง0 เรื่องไหนเร่งด่วนที่สุด ต้องแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก
คิดว่าต้องแก้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ทำทีละอย่าง เรื่องแก๊สโซฮอล์ที่จะถึงกำหนดในสิ้นปีนี้แล้ว การประมูลไอพีพีที่ค้างไว้ และเรื่องของกฎหมายต่างๆ เพราะต้องมีขั้นตอนร่างกฎหมาย กว่าจะเข้า ครม.ก็ต้องเวลานาน แล้วจะมารอทำไม ไปทีเดียวทั้งแผงน่าจะดีที่สุด0 ประเมินเศรษฐกิจปีหน้าเป็นอย่างไร
คิดว่าจีดีพีปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ดีกว่านี้ ปีนี้เป็นปีแรกใน 4 ปีที่ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติมากระทบ เช่น ซาร์ หรือไข้หวัดนก แม้ว่าจะมีการปฏิวัติ แต่บรรยากาศกลับดีขึ้น ที่ไม่ดีคือการลงทุนภายในประเทศเท่านั้น ราคาน้ำมันที่ลงมาจากจุดสูงสุดถึงปัจจุบันนี้คิดเป็น 2% ของจีดีพี (ต่อเดือน) แล้วนะ เท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ หากอยู่ในระดับนี้ต่อไปอีก 1-2 ปีก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แต่ต้องระวังไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากเหมือนช่วงครึ่งปีแรก
BACK
|