|
ในระหว่างการรอรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายของรัฐที่จะนำมาใช้ภายใต้การบริหารระยะเวลา 12 เดือน ต่อจากนี้
หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาล ที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการให้เป็นรูปธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนในชีวิตประจำวัน คือ นโยบายพลังงาน เพราะการจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ จะต้องเริ่มต้นจากการลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ราคาค่าโดยสารรถประจำทาง เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ล้วนบั่นทอนคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาสยืดเยื้อมาทุกรัฐบาล ที่ผ่านมารัฐบาลมักมีข้ออ้างที่ว่า ประเทศไทยไม่มีแหล่งพลังงานเป็นของตนเอง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ต่อเนื่อง จะช่วยผ่อนคลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเชี่ยวชาญและคร่ำหวอดนโยบายพลังงานมาค่อนชีวิตได้เข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้เต็มตัว ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แม้จะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่การบริหารจัดการนโยบายพลังงานนับว่ามีความท้าทายในระดับสูง
ประกาศชัดไม่แปรรูป กฟผ.
นายปิยสวัสดิ์เริ่มต้นกล่าวอย่างอารมณ์ดีในฐานะเจ้ากระทรวงพลังงานที่กำกับดูแลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงทิศทางการทำงานของกฟผ.หลังกลับมาสู่สถานภาพรัฐวิสาหกิจว่า
"นโยบายการทำงานที่จะไม่ทำอย่างแน่นอนในระยะ 1 ปี จากนี้ไปคือ จะไม่แปรรูปกฟผ. อย่างแน่นอน เพราะเป็นมารยาทและต้องรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาตัดสินใจ เพราะการแปรรูปต้องใช้เวลายาวนาน อยู่ดีๆ หากจะเดินหน้าเรื่องนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะเข้ามารื้อนโยบายการแปรรูปนี้อีกก็ได้"
ขณะเดียวกันการบ้านที่จะให้ กฟผ. นำไปปฏิบัติและต้องส่งคำตอบมาให้ตรวจเป็นระยะในรอบ 1 ปี จากนี้ไปคือ กฟผ. ต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารทั้งองค์กร ซึ่งต้องเน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรเพื่อให้ค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟี) ลดลงให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบกิจการมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ผลักภาระต้นทุนค่าไฟมาให้ประชาชนเหมือนที่ผ่านๆ มา
กติกาที่กำหนดขึ้น เพื่อกำกับดูแลการทำงานของ กฟผ. คือ จะยอมให้ กฟผ. ผลักภาระต้นทุนค่าไฟที่เกิดจากการใช้ เชื้อเพลิง ไปให้ประชาชนเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ให้ผลักภาระมาให้ทั้งหมดเหมือนทุกวันนี้ เพื่อให้ กฟผ. ปรับตัวกับการทำงานแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจากนี้ไป กฟผ. จะต้องวางแผนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความหลากหลาย ตั้งแต่น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำ การซื้อไฟจากเอกชนทั้งจากโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ (ไอพีพี) และผู้ผลิตอิสระรายเล็กมาก (วีเอสพีพี) หรือการซื้อไฟจากต่างประเทศ โดยทุกวิธีทาง ต้องเลือกจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำสุดเป็นหลัก
"กฟผ.ต้องคิดด้วยตนเอง ว่าจะทำอย่างไรให้ได้เชื้อเพลิงหรือค่าไฟที่ถูกที่สุด เพราะบางช่วงน้ำมันเตามีต้นทุนการผลิตไฟสูงถึง 4 บาทต่อหน่วย แต่ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินมีตนทุน 2 บาทต่อหน่วย "
วางกรอบทำงานรอบ 1 ปี
แม้อายุการทำงานของรัฐบาลชุดนี้มีเพียง 1 ปี แต่นายปิยสวัสดิ์ได้ย้ำให้เห็นถึงภาพรวมนโยบายพลังงาน จากนี้ไปจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ที่มีทั้งการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด
และการวางนโยบายรากฐานการพัฒนาพลังงานในระยะยาว เพื่อส่งมอบให้รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งสานต่อ ประกอบด้วย นโยบายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 1 ปี มี อาทิ การปรับโครงสร้างด้านการบริหารธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดหาแหล่งพลังงาน ที่ต้องมีอิสระในการทำธุรกิจเพื่อความคล่องตัวในการลงทุน โดยกระทรวงพลังงานจะเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงานพ.ศ
. เพื่อใช้ในการบริหารธุรกิจไฟฟ้า-และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา เป็นหน่วยงานกลางปลอดการแทรกแซงจากการเมือง เพื่อกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกเป็นกฏหมายให้มีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้
"เนื้อหาหลักๆ ของร่างพระราชบัญญัติฯฉบับนี้ จะเน้นส่งเสริมและเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจพลังงานเพื่อแข่งขันกับภาครัฐ เพื่อไปสู่เป้าหมายการจัดหาพลังงานที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด นำไปสู่รายจ่ายของประชาชนที่จะต้องลดลง และยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ"
ตลอดจนทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เพื่อลดทอนอำนาจการผูกขาดของหน่วยงานในสังกัดของรัฐบาลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน อาทิ การผูกขาดผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เป็นต้น
ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ จะสามารถแก้ปัญหาการฟ้องร้องที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคยื่นฟ้องร้อง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในประเด็นการโอนที่ดินที่ได้จากการเวนคืนไปให้ ปตท. หลังการแปรรูปและประเด็นการโอนอำนาจมหาชนจาก พระราชบัญญัติ ปตท. ไปให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจมหาชนและประโยชน์ของปตท.
"เพราะเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะเป็นการยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจมหาชนและประโยชน์ของปตท.ไปโดยอัตโนมัติ และอำนาจมหาชน จะเป็นขององค์กรกำกับดูแลที่จะตั้งขึ้นมา ไม่ใช่เป็นบริษัทที่แปรรูปเช่น ปตท. อีกต่อไป"
ส่วนข้อฟ้องร้องในประเด็นกระบวนการแปรรูป ปตท. ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมายต้องรอการพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดต่อไป
จัดระเบียบพลังงานอนาคต
ในด้านของการวางรากฐานเพื่อพัฒนาพลังงานระยะยาว นายปิยสวัสดิ์ เน้นว่า จะต้องการวางแผนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงทุกชนิดตั้งแต่ น้ำ พลังงานลม แสงแดด ชีวมวล มีทั้งที่ กฟผ. ผลิตและภาคเอกชนมาผลิตผ่านผู้ผลิตไอพีพี, เอสพีพี,วีเอสพีพี หรือการซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต รวมไปถึงการจัดหาพลังงานอื่นๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล ก๊าซหุงต้ม ฯลฯ ที่ต้องมีการจัดระบบให้สมดุล ระหว่างการจัดหากับความต้องการใช้จริงที่จะเกิดขึ้น และราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนของผู้ผลิต และไม่ทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบในเรื่องของราคา
ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ อาจมีทั้งการทบทวนเงื่อนไขที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือเพิ่มเติมเข้าไปใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พลังงานโลกให้มากที่สุด สำหรับโครงการที่มีอยู่เดิม อาทิ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขายส่งน้ำมันแห่งอาเซียน (ศรีราชาฮับ),โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้แถบอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ยังไม่เข้าใจว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร แต่หากเป็นสิ่งที่ดีก็พร้อมผลักดันต่อไป และกรณีของการเปิดประมูลไอพีพีรอบใหม่ ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพื่อดูรายละเอียดใหม่ทั้งหมด ทั้งปริมาณที่จะรับซื้อ สัดส่วนและประเภทของเชื้อเพลิง แหล่งที่ตั้งโรงไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในกลางปี 2550 จะเปิดประมูลได้อย่างแน่นอน แต่การคัดเลือกผู้ชนะ ต้องให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการต่อไป
"ทั้งหมดนี้ คือเนื้องาน ที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลออกจากระบบราชการไป 4 ปี แต่จะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างแน่นอน เพราะได้ติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด 4 ปี ที่ผ่านมา ก็เหมือนไปพักร้อนมาเพียง 2 วัน ที่นโยบายพลังงานยังไม่เดินหน้าไปถึงไหน"
ผ่าแผนพลังงานทดแทน
นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า กรณีของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ทุกประเทศต้องหันมาพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อช่วยผ่อนคลายวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของเอทานอล แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล ขณะเดียวกัน การผลิตไฟจาก พลังงานทดแทน ก็มีต้นทุนที่สูงกว่าพลังงานเชิงพาณิชย์แต่ในระยะยาว ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เอื้อให้เกิดการลงทุน เพราะช่วงที่ผ่านมานโยบายในเรื่องพลังงานทดแทน ไร้ความชัดเจนจากรัฐบาล
"รัฐบาลจึงจะเน้นสร้างแรงจูงใจ และแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเอื้อให้เกิดการลงทุนให้มากขึ้น แต่จะไม่ให้ภาครัฐเข้าไปลงทุนในกิจการเหล่านี้ เพราะต้องปล่อยให้เอกชนเป็นแกนนำ และในข้อเท็จจริงเอกชนไทยก็มีศักยภาพและความสามารถในการลงทุนไม่แพ้ต่างชาติ"
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์พลังงานทดแทน จะเป็นแผนดำเนินงานระหว่างปี 2549-2554 โดยแผนงานดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยมีการผลิตไฟจากเชื้อเพลิงชีวมวลปีละ 2,550 เมกะวัตต์ พลังงานน้ำปีละ 450 เมกะวัตต์ ลมปีละ 45 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพปีละ 10 เมกะวัตต์ ขยะปีละ 100 เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ปีละ 83 เมกะวัตต์
ซึ่งจะทำให้ในปี 2551 ไทยจะผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนเหล่านี้ ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ (ก๊าซธรรมชาติ นำมัน ถ่านหิน) ได้รวม 6,000 ล้านบาท และในปี 2554 จะประหยัดได้รวม 24,000 ล้านบาท หรือเทียบกับการประหยัดการใช้น้ำมันได้ 11 ล้านบาร์เรลต่อปี โดยล่าสุด พบว่า กลุ่มพลังงานทดแทนนั้น พลังงานลม และแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่ไทยมี ศักยภาพในการลงทุนและมีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด สำหรับพื้นที่ที่ระบบการจ่ายไฟของภาครัฐที่ยังเข้าไปไม่ถึง
ดังนั้น กระทรวงพลังงานจะเร่งกำหนดราคารับซื้อไฟจากพลังงานทดแทนเหล่านี้ ตามต้นทุนที่แท้จริง ภายใต้สมมุติฐาน ผู้ผลิตอยู่ได้และผู้ใช้ไฟไม่ถูกเอาเปรียบในเรื่องต้นทุนที่เกินจริง
"เกาะจิก จังหวัดจันทบุรี นำร่องใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน"
บทสรุปเบนซิน 95 - ก๊าซหุงต้ม
รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ประกาศเป็นนโยบายว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ประเทศไทยต้องยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 95 และหันมาใช้แก๊สโซฮอล์แทน รวมทั้งยกเลิกการชดเชยราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เท่ากับว่า ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มต้องรับภาระจ่ายเพิ่มขึ้น
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า การยกเลิกเบนซิน 95 จะได้ข้อสรุปในเดือนตุลาคมนี้ ว่าจะคงนโยบายเดิมหรือเลื่อนเวลาออกไป หรือยังให้มีการจำหน่ายต่อไป เพื่อให้บริษัทน้ำมันเตรียมตัวได้ทัน และเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้รถยนต์บางกลุ่ม เพราะกระทรวงพลังงานจะไม่มองเพียงว่า เมื่อมีนโยบายแล้วทุกอย่างต้องเดินตามที่วางไว้ แต่จะมองตามข้อเท็จจริง ที่ต้องยอมรับว่า ค่ายรถยนต์บางค่ายยังไม่ออกมาการันตีว่า รถยนต์ที่ใช้งานในขณะนี้มีอายุเกิน 10 ปี สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพเครื่องยนต์
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ใช้รถยนต์บางรุ่นที่ไม่สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่าปริมาณเอทานอลที่นำมาผสมกับน้ำมันเบนซินให้เป็นแก๊สโซฮอล์จะมีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศหรือไม่
ดังนั้น ขอสรุปที่จะได้มา จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งหมดข้างต้น
ในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะต้องให้แน่ใจว่าปริมาณแก๊สโซฮอล์ต้องมีจำหน่ายเพียงพอ หากต้องยกเลิกเบนซิน 95 แต่หากไม่เพียงพอ การคงเบนซิน 95 ไว้ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะในอดีตประเทศไทยก็มีการแบ่งเกรดน้ำมันเบนซินไว้ถึง 4 ชนิด สำหรับนโยบายลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม จะทำให้โครงสร้างราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
"ผมต้องการจัดระเบียบกลไกการทำงานของกองทุนน้ำมันฯ ให้มีการใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ไม่ใช่นำมาใช้บิดเบือนกลไกราคาพลังงานเช่น ปัจจุบัน"
อย่างไรก็ตาม การทยอยยกเลิกชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ขั้นตอนที่จะดำเนินการคือ ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ จ่ายเงินชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มกก.ละ 1.70 บาท หรือเดือนละ 500 ล้านบาท แต่อัตราชดเชยจะขึ้นลงตามราคาตลาดโลก ซึ่งหากจะทยอยยกเลิกการชดเชย ก็อาจลดการชดเชยลงกก.ละ 70 สตางค์ ในระยะแรก ก่อนขยับเพดานยกเลิการชดเชยเป็นระยะๆ จนเป็น 0 บาทต่อกก.
"แผนการทำงานทั้งหมดนี้ ในระยะ 1 ปี ข้างหน้า ผมมองว่าจะเดินหน้าไปได้รวดเร็วมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ยอมรับว่าจะมีแรงเสียดทานจากภายนอกเข้ามากดดันบ้างในบางครั้ง" นายปิยสวัสดิ์กล่าวยืนยันอย่างมั่นใจ
.
BACK
|