| |
|
ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิ
วันที่ 5-7/6/51
ค่ายรถยุโรปออกอาการเซ็งสุดขีด ส่วนญี่ปุ่น ขอพัฒนาเทคโนโลยีปรับตัวรับครม.ออกมาตรการ เข็นรถยนต์อี 85 ลดภาษีสรรพสามิตลงแค่ 5% พร้อมยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอีก 3 ปี และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้ 1 บาทต่อลิตร ส่งผลรถยนต์ราคาถูกลง 150,000 บาทต่อคัน ยันจะช่วยชาติลดการนำเข้าน้ำมันปีละแสนล้านบาท
และไม่กระทบต่ออีโคคาร์ มาตรการนี้จะไปรอดหรือไม่ ต้องลุ้น 5 มิ.ย.นี้
ครม.ไฟเขียวลดภาษีรถอี85
พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85 % หรืออี 85 ให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนรับวิกฤติราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในเวลานี้ โดยจะยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์อี 85 ที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นอุปกรณ์หลัก เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันอี 85 ที่ไม่มีผลิตในประเทศเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้
"จะ ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อี 85 ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 2000 ซีซี เหลือ 25 % จากที่เก็บ 30 % ขนาดเครื่องยนต์เกิน 2000 ซีซี แต่ไม่เกิน 2500 ซีซี เหลือ 30 % จากที่เก็บ 35 % ขนาดเครื่องยนต์เกิน 2500 ซีซี แต่ไม่เกิน 3000 ซีซี เหลือ 35 % จากที่เก็บ 40 % ซึ่งเท่ากับอัตราภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากรถยนต์อี 20 ในปัจจุบัน พร้อมทั้งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอี 85 ลงเหลือ 2.5795 บาทต่อลิตร จากที่เก็บน้ำมันเบนซิน 3.6850 บาทต่อลิตร " รมว.พลังงานกล่าวและว่า
จากมาตรการนี้ เชื่อว่าจะทำให้ตลาดเปิดใช้รถยนต์อี 85 เพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันที่ใช้น้ำมันอี 20 มีจำนวนรถยนต์กว่า 60,000 คัน ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน หากมีมาตรการจูงใจด้านภาษีออกมาจะทำให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์อี 85 แทนรถยนต์อี 20 เนื่องจากราคาน้ำมันอาจถูกกว่า 15 บาทต่อลิตร แม้รถยนต์จะมีราคาแพงกว่าเล็กน้อยก็ตาม
ค่ายรถพร้อมนำเข้าใน3-5เดือน
ขณะเดียวกัน รมว.พลังงานยอมรับว่าจากมาตรการนี้อาจจะไปกระทบกับยอดการผลิตรถยนต์อี 20 ได้ แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ อีกทั้งค่ายรถยนต์ยุโรป ก็มีความพร้อมที่จะนำเข้ารถยนต์อี 85 ภายในระยะเวลา 3-5 เดือน ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจะขอเวลาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต 12-18 เดือน
ทั้งนี้ หากสามารถเดินไปตามแผนที่วางไว้ได้ จะช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าน้ำมันได้ในปริมาณมากหรือประหยัดได้ประมาณ 100,000-150,000 ล้านบาท "ประเมินคร่าวๆ คาดว่าจะเปลี่ยนมาใช้อี 85 ได้ถึง 60 % หรือในปริมาณ 4,402.20 ล้านลิตรต่อปีในช่วงปี 2554 ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำมันเบนซินลดลง 3,576.79 ล้านลิตรต่อปี และใช้เอทานอล 4,677.34 ล้านลิตรต่อปี จะช่วยลดปริมาณนำเข้าน้ำมันลงได้ 96,693 ล้านบาทต่อปี และให้มีการผลิตเอทานอลคิดเป็นมูลค่าถึง 82,040.50 ล้านบาทต่อปี"พล.ท.หญิงพูนภิรมย์กล่าว
ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่า บมจ.ปตท.พร้อมที่จะเปิดสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันอี 85 ได้ทันที หากทางภาครัฐได้ข้อยุติในเรื่องต่างๆ รวมถึงการประกาศสเปกน้ำมันอี 85 ออกมา และเมื่อมีรถยนต์อี 85 เข้ามาเมื่อใด บมจ.ปตท.ก็พร้อมที่จะมีปั๊มรองรับได้ไม่มีปัญหา
ส่วนบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ก็ยินดีตอบรับที่จะมีสถานีบริการน้ำมันอี 85 ได้ภายในระยะเวลา 3-5 เดือนเช่นกัน และในวันที่ 5 มิถุนายน 2551 นี้ กระทรวงพลังงาน จะเชิญบรรดาค่ายรถยนต์และบริษัทน้ำมันมาหารือเพื่อยืนยันความพร้อมในการส่งเสริมให้ใช้น้ำมันอี 85 อีกครั้งหนึ่ง ว่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรดใดหรือไม่
ลดภาษีอี85เท่ารถยนต์อี20
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การดำเนินการครั้งนี้ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะเกิดผลประโยชน์ในภาพรวมต่อประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณในระยะยาวแก่ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่จะปรับเปลี่ยนสายการผลิต
ขณะที่น.พ.สรุพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า เหตุที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการต่างๆ ให้เร็วขึ้นจากเดิมที่จะส่งเสริมการใช้อี 85 ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะกระทบกับผู้ผลิตรถยนต์อีโคคาร์หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ต้องมาก่อน
"เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนผลิตรถยนต์อีโคคาร์ จึงถือว่าอัตราภาษีรถยนต์อี 85 ที่ลดให้เท่ารถยนต์อี 20 นั้นเป็นการเหมาะสมและเต็มที่แล้ว เพราะถ้าส่งเสริมการใช้อี 85 มากเกินไปอาจจะกระทบอีโคคาร์ และจากมาตรการนี้จะช่วยให้รถยนต์ราคาถูกลงได้คันละประมาณ 150,000 บาท และจะเกิดประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศเป็นเงิน 600,000 ล้านบาท "
ฮอนด้า ย้ำต้องใช้เวลาปรับตัว
นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ภาพรวมของมาตรการภาษี อี 85 ออกมาเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำมันแพง โดยพยายามสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนที่ใช้รถยนต์ ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติยังต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนารถยนต์ที่ใช้อี 85 ออกมาสนองความต้องการของผู้ใช้รถ ซึ่งเดิม ไทยเริ่มใช้ อี 20 เมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งภาครัฐหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ว่า จะกำหนดใช้ อี 85 ในอีก 3ปีข้างหน้า แต่เมื่อเร่งรัดให้เร็วขึ้น จะต้องหารืออีกครั้งว่าจะทำได้เร็วแค่ไหน
"จริงๆแล้ว ฮอนด้าก็มีประสบการณ์ด้านอี 85แล้วในบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้เอทานอลอย่างแพร่หลายมาก โดยใช้ในรุ่นซีวิค และแจ๊ซ ซึ่งปรับปรุงระบบเครื่องยนต์ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สามารถทนกับการกัดกร่อนของเอทานอล 85 %ได้ สำหรับประเทศไทย เพิ่งพัฒนารถฮอนด้าทุกรุ่นให้สามารถใช้น้ำมันอี 20 เมื่อต้นปี การที่จะข้ามไปเป็น อี 85 นั้น จำเป็น
ต้องมีเวลาสำหรับการออกแบบ การผลิต และการตลาด เนื่องจากรถฮอนด้าที่บราซิล มีสเปกเครื่องยนต์ที่แตกต่างจากของไทยตามสภาพการใช้งาน และกฎหมายด้านมาตรฐานไอเสีย"
โตโยต้าแนะพัฒนาเพิ่ม
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เปิดเผยถึงมาตรการนี้ว่าโดยภาพรวมเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศและผู้ใช้รถในไทยเป็นการจูงใจบริษัทรถยนต์ประกอบรถภายในประเทศแทนการนำเข้ารถสำเร็จรูปทั้งคัน การยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์อี 85 นาน 3 ปี ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ขณะที่ผู้ใช้รถก็ได้ใช้น้ำมัน อี85 ที่มีราคาถูกลง อีกทั้งภาษีรถ อี 85 ที่กำหนดไว้ที่ 25 % ก็ไม่มีผลกระทบกับโครงการผลิตรถอีโคคาร์ ที่กำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 17 %
"ที่ผ่านมา สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยได้ชี้แจงกับภาครัฐว่า ไม่ควรส่งเสริมใช้อี 85 ด้วยการนำเข้ารถสำเร็จรูปทั้งคัน เพราะไม่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโดยรวม แต่ควรส่งเสริมให้ผลิตขึ้นในประเทศ ซึ่งคาดว่า ผู้ผลิตแต่ละรายจะมีความพร้อมในการผลิตรถอี 85 อย่างเร็วที่สุดภายใน 1-1.5 ปี แล้วแต่ว่าใครจะมีเทคโนโลยีด้านอี 85 มากน้อยแค่ไหน สำหรับโตโยต้า ก็มีการผลิตโตโยต้า โคโรลล่า ใช้เอทานอล ในประเทศบราซิล แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันที เพราะเป็นรถพวงมาลัยซ้าย อีกทั้งมีมาตรฐานไอเสียที่ระดับยูโร 2 แต่เมืองไทยบังคับใช้ระดับยูโร 3"
วอลโว่ผิดหวังลดภาษีจิ๊บจ๊อย
ทางด้าน บริษัท วอลโว่คาร์(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งแสดงตัวอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลผลักดันให้ใช้อี 85 เร็วขึ้น ก็พร้อมนำรถมาเปิดตัวรองรับได้ทันที โดยอยากให้รัฐลดภาษีสรรพสามิตเหลือแค่ 20 % เพราะปัจจุบัน วอลโว่เป็นผู้นำในการผลิตรถพลังงานไบโอ-เอทานอล ในยุโรป ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้แต่ในประเทศไทย วอลโว่คาร์ได้นำรถวอลโว่ ซี 30 ที่สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ อี 85 มาจัดแสดงโชว์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 29 ที่ไบเทค บางนาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยตั้งราคาไว้ที่เกิน 2 ล้านบาท
ล่าสุด นายพอล สโตคส์ ประธานบริหาร บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าที่ผ่านมา วอลโว่ได้สนับสนุนความต้องการในการใช้พลังงานทางเลือกอันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของประเทศไทย ด้วยความตั้งใจจริงมาโดยตลอด จากจุดยืนดังกล่าว บริษัท รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ที่ประกาศออกมาในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ นโยบายดังกล่าวไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์ มีการส่งเสริมการนำเข้า ผลิตและ พัฒนาเทคโนโลยีอี 85 ในประเทศไทย นอกจากนี้ ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ อาจจะสูญเสียโอกาสทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย
"ฟอร์ด"ออกอาการเซ็งมากๆ
ขณะที่ฟอร์ด ประเทศไทยได้แสดงความผิดหวังกับมาตรการดังกล่าว โดยออกแถลงการณ์ว่า "จากผลประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายพลังงานในวันนี้ สร้างความผิดหวังให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย ที่กำลังมองหาพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน อาทิ อี 85 เอื้อให้ประเทศต่างๆ เช่น บราซิล เกิดความมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ด้านพลังงาน มาตรการสนับสนุนเพียงเล็กน้อย ไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจแก่ผู้บริโภคชาวไทยในการตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ อี85 พลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน รวมทั้งความมั่นคงทางพลังงานของชาติในอนาคต"
นายชาติชาย สุวรรณเสวก กรรมการอำนวยการบริหาร บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด กล่าวว่าการที่ภาครัฐจะผลักดันให้ใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 ทางจีเอ็มก็พร้อมจะให้การสนับสนุน เพราะมีเทคโนโลยีพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในยุโรปและในอเมริกา อย่างที่บราซิล จีเอ็มก็มีเทคโนโลยี "เฟล็กซ์ฟิว" (Flexfuel) ที่ใช้เอทานอลได้ 100 % ซึ่งสามารถนำมาใช้กับรถที่ผลิตในไทยได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก แต่ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้าน อี85 ของประเทศไทย
เบื้องหลัง"สมัคร-เลี้ยบ"ไล่บี้
สำหรับข้อเสนอให้ปรับลดภาษีรถยนต์อี 85 ในครั้งนี้ เป็นผลจากการพิจารณาในที่ประชุมของกระทรวงการคลัง ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมควบคุมมลพิษ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ และผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมันเมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2551 ที่มีนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเข้าประชุมด้วย
ทั้งนี้เป็นไปตามแผนการจัดหาปริมาณเอทานอลที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมอี 85 ให้มีอย่างเพียงพอที่ประมาณ 1.31 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าจะมีปริมาณการใช้ใกล้เคียงกับน้ำมันอี 20 ที่ประมาณ 50,000 ลิตรต่อวันในเบื้องต้น ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ แจ้งว่าการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้อี 85 ได้ ต้องใช้เวลา 3-6 เดือน จากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ส่วนการผลิตรถยนต์อี 85 ในประเทศคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี
นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้ให้การส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานและรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้ให้การส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล เป็นเงิน 43,440 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 600,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ ค่ายรถยนต์ต่างๆต้องการให้รัฐบาลลดภาษีนำเข้ารถยนต์อี 85 ลงเหลือ 60 % จากที่จัดเก็บ 80 % แต่รัฐบาลไม่พิจารณาให้ กลับไปยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์อี 85 แทน และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ขอให้ลดลงอีก 10 % ไม่ใช่แค่ 5 % เพราะภาษีส่วนนี้ ได้ครอบคลุมมาตั้งแต่การปรับลดภาษีรถยนต์อี 20 แล้ว ซึ่งรถยนต์ใช้อี 20 ขึ้นไปจะได้ปรับลดภาษีให้ 5 % อยู่แล้ว
|
|
|
|
| |
|